ภัตตาคาร ‘กินรีจ้ำบ๊ะ’ ตำนานสุดเสียงสังข์ของสวนลุมพินี

สวนลุมพินีในสมัยก่อนเต็มไปด้วยความคึกคัก มีผู้คนโดยเฉพาะหนุ่มสาวนิยมเช่าเตียงผ้าใบนอนเล่นพักผ่อนยามแดดร่มลมตก บริเวณกลางสระน้ำมีภัตตาคารจีนขนาดใหญ่เปิดให้บริการชื่อว่า “กินรีนาวา” มีชื่อภาษาอังกฤษว่า “เพนนินซูล่า” (Peninsula) เป็นร้านอาหารลอยน้ำ มีสะพานสั้นๆเชื่อมกับฝั่งบริการลูกค้า แต่ลูกค้านิยมนั่งเรือข้ามไปภัตตาคาร เพื่อสัมผัสลมพัดเย็นๆให้ได้บรรยากาศเหมือนภัตตาคารที่อ่าวอาเบอร์ดีนในฮ่องกง

จุดเด่นภัตตาคาร “กินรีนาวา” คือ หัวเรือมีรูปนางกินรีครึ่งตัวเชิดหน้า และยื่นปทุมถัน 2 เต้าเปลือยเปล่าจนกลายเป็นจุดสะดุดตา ด้วยเหตุนี้จึงเกิดข้อวิจารณ์กันทั้งเมือง และเป็นข่าวพาดหัวหนังสือพิมพ์อยู่หลายวันในขณะนั้นว่า เป็นศิลปะหรืออนาจารกันแน่ กระทั่งบางคนก็ตั้งฉายาให้กับภัตตาคารนี้ว่า “ภัตตาคารจ้ำบ๊ะ”

หลังจากที่เคยถูกวิจารณ์อยู่ระยะหนึ่ง ภัตตาคารได้นำผ้ามาคลุมถันไว้กันอุจาด แต่เป็นผ้าบางมองได้ทะลุปรุโปร่ง ต่อมามีเสียงเรียกร้องจากผู้คนบางส่วนให้รื้อภัตตาคารนี้ออกสถานเดียว แต่ก็ไม่ได้มีการรื้อถอนภัตตาคารแต่อย่างใด เนื่องจากคณะเทศมนตรีเทศบาลนครกรุงเทพฯ ได้เซ็นสัญญาให้บริษัทประสิทธิ์สิน จำกัด เจ้าของคิงส์โฮเตล เช่าที่เดือนละ 6,000 บาท ตั้งแต่ปี พ.ศ.2504 เป็นเวลา 20 ปี ทั้งอนุมัติรูปนางกินรีแอ่นอกที่หัวเรือไว้แล้วด้วย

นอกจากนี้ กินรีนาวา ยังถูกโจมตีว่าเป็นต้นเหตุทำให้น้ำในสระที่สวนลุมพินีเน่าส่งกลิ่นเหม็น อ้างว่ามีการเทเศษอาหารลงไปในน้ำ และส่งกลิ่นไปรบกวนคนไข้ในโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ แต่ทางภัตตาคารก็ปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นต้นเหตุ

แต่แล้วปัญญาที่สะสางกันไม่ออกนี้ก็ยุติลงได้ราวปาฏิหาริย์ เมื่อไฟไหม้กินรีนาวาวอดไปทั้งลำ โดยต้นเพลิงเกิดจากห้องครัวของภัตตาคารเอง ภัตตาคารกินรีจ้ำบ๊ะ จึงเหลือเป็นเพียงตำนานหนึ่งของสวนลุมพินี

ภัตตาคารกินรีนาวาหลังจากที่มีการรื้อตัวร้านอาหารออกไปแล้ว